การเลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อย ทำให้เกิดความคับแค้นและนำไปสู่ความรุนแรงในเวลาต่อมาหรือไม่? มีบ้าง แต่ไม่เสมอไป

โพสเมื่อ : 2019-10-15 08:52:27|โดย : Tagoon Prappre|อ่านแล้ว : 19 ครั้ง

    ในบทความนี้ ผู้เขียนพยายามย่อยเนื้อหาบทความวิชาการจากวารสาร Conflict Management and Peace Science ซึ่งเป็นวารสารอันดับต้นๆ ทางด้านการจัดการความขัดแย้งและสันติภาพศึกษา มาให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น หากท่านผู้อ่านไม่เข้าใจเนื้อหาในส่วนใด กรุณาแจ้งไว้ในคอมเมนต์ได้ และทางผู้เขียนจะพยายามปรับเนื้อหาหรืออธิบายเพิ่มเติม

บทนำ
    ในปี ค.ศ. 1970 นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันชื่อ Ted Robert Gurr ซึ่งขณะนั้นสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย Northwestern University ได้เขียนหนังสือชื่อ Why Men Rebel (“เหตุผลที่ผู้คนก่อกบฎ”) และเสนอว่าการกีดกัน (deprivation) ทำให้เกิดความคับแค้น (grievances) และความคับแค้นนำไปสู่ความรุนแรงระหว่างกลุ่มต่างๆ (intergroup violence) 


Ted Robert Gurr และผลงาน Why Men Rebel

    ผลงานหนังสือเล่มนี้ ผนวกกับงานของนักรัฐศาสตร์ท่านอื่นๆ ทำให้เกิด “ทฤษฎีการกีดกันเชิงสัมพัทธ์" (relative deprivation theory) ในเวลาต่อมา

    ทฤษฎีนี้มีหลักการว่า เมื่อประชากรกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเปรียบเทียบสภาพของตนเองกับ “จุดเปรียบเทียบ” และพบว่าสถานการณ์ของตนเองด้อยกว่ากลุ่มอื่น ประชากรกลุ่มนั้นอาจเกิดความขัดข้องใจ (frustration) และอาจทำให้เกิดความขัดแย้งในเวลาต่อมาได้ ซึ่ง “จุดเปรียบเทียบ” ตรงนี้อาจเป็นประชากรกลุ่มอื่น สถานการณ์ในประเทศอื่น หรือเทียบกับอดีตที่เคยรุ่งเรืองและมีความสุข ฯลฯ 

    มีหลายคนเห็นด้วยกับความคิดดังกล่าว เพราะหากมองภาพรวมของเหตุการณ์สงครามและความคัดแย้งต่างๆ ก็ดูเหมือนจะมีลักษณะเช่นนี้อยู่ ในประเทศอิรัก มุสลิมนิกายชีอะห์ที่ไม่มีอำนาจลุกขึ้นมาต่อสู้กับรัฐบาลซุนนี ในประเทศซีเรีย สาเหตุหนึ่งของสงครามกลางเมืองเกิดจากการกีดกันประชาชนส่วนใหญ่ที่นับถือนิกายซุนนีโดยรัฐบาลที่ผู้มีอำนาจส่วนใหญ่อยู่ในนิกายอะละวีย์ และในไอร์แลนด์เหนือ ชาวคริสต์ที่นับถือนิกายคาทอลิกก็จับอาวุธขึ้นมาต่อสู้กับประชากรส่วนใหญ่ของสหราชอาณาจักรที่นับถือนิกายโปรเตสแตนท์


ภาพเขียนข้างบ้านในไอร์แลนด์เหนือ ภาพซ้ายพบในเมือง Derry เป็นของกลุ่มนิกายโปรเตสแตนท์ที่มีข้อความต่อต้านชาวคาทอลิก ภาพขวาพบในเมือง Londonderry เป็นของชาวไอริชที่นับถือนิกายคาทอลิก กล่าวว่า “การปฏิวัติยังไม่จบสิ้น”

    แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ยังไม่มีใครรู้ว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกันเป็นทอดๆ จริงหรือไม่ นักรัฐศาสตร์ชาวนอร์เวย์ชื่อ Matthias Basedau และคณะ จึงได้ทำการทดสอบทฤษฎีดังกล่าว โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากชนกลุ่มน้อยทางศาสนา 433 กลุ่มในประเทศรายได้กลางและรายได้ต่ำ ว่าด้วยระดับการเลือกปฏิบัติทางศาสนา ระดับความคับแค้น และเหตุการณ์ความรุนแรง ในช่วงปี 1990 ถึง 2008

วิธีการวิจัย :
    การวิเคราะห์ข้อมูลของ Basedau และคณะ ใช้ข้อมูลสองชุด ชุดแรกคือฐานข้อมูลศาสนาและความขัดแย้งในประเทศกำลังพัฒนา (Religion and Conflict in Developing Countries database หรือ RCDC) และฐานข้อมูลชุดที่สอง คือฐานข้อมูลชนกลุ่มน้อยทางศาสนาและชาติพันธุ์ (Religion and State Minorities database หรือ RASM) ซึ่งฐานข้อมูลทั้งสองชุดนี้ Basedau และคณะ เป็นผู้รวมข้อมูลและจัดทำเอง 
 
การกีดกัน : 
    ในฐานข้อมูล RASM มีการนำเอาตัวกฎหมายต่างๆ ในแต่ละประเทศมาแปลงเป็นข้อมูลวัดการกีดกัน 29 ตัวแปร เช่น เคยมีสิ่งพิมพ์ของรัฐบาลหรือกึ่งรัฐบาลที่เผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อต่อต้านชนกลุ่มน้อยดังกล่าวหรือไม่ หรือเคยมีการห้ามสวมใส่เสื้อผ้าหรือสัญลักษณ์ทางศาสนาหรือไม่ 
 

ความคับแค้น :
     Basedau และคณะ นิยาม “ความคับแค้น” ว่าชนกลุ่มน้อยใดๆ มีความคับแค้น หาดมีตัวแทนของชุมชน หรือผู้นับถือศาสนาดังกล่าวร้องเรียนว่าถูกกีดกัน ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศอิหร่าน ชนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนีได้ออกมาร้องเรียนเรื่องการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเลือกปฏิบัติและไม่ยอมให้สร้างมัสยิดของซุนนีในกรุงเตหะราน หรือในประเทศศรีลังกา ชาวคริสเตียนนิกายอิแวนเจลิคร้องเรียนว่าถูกผู้นำศาสนาพุทธและเจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่กีดกันไม่ให้เผยแพร่ศาสนา
 
การมีส่วนร่วมในสถานการณ์ความขัดแย้ง : 
    ในฐานข้อมูล RCDC มีคำถามว่า “ชนกลุ่มน้อยทางศาสนาดังกล่าวมีส่วนร่วมในสถานการณ์ความขัดแย้งที่ฝ่ายต่างๆ นับถือศาสนาต่างกันหรือไม่?” ยกตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ความขัดแย้งในประเทศโกตดิวัวร์ (Cote d'Ivoir) (ชาวคริสต์ปะทะกับชาวมุสลิม) ประเทศอินเดีย (ชาวฮินดูปะทะกับชาวคริสต์ในนาคาแลนด์) หรือในประเทศฟิลิปปินส์ (ชาวมุสลิมปะทะกับชาวคริสต์) 
    การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สมการถดถอย (regression model) เช่นเดียวกับการวิจัยทางสังคมทั่วไป โดยปรับผล (adjust) ต่อปัจจัยด้านโครงสร้างทางการเมืองและสังคม จำนวนประชากร และรายได้ต่อหัวของแต่ละประเทศแล้ว

ผลการวิจัย
การกีดกัน
    ภาพด้านล่าง (ภาพที่ 1) คือภาพแสดงระดับของการกีดกันในกลุ่มชนกลุ่มน้อยต่างๆ ในฐานข้อมูล แกนแนวนอนเป็นระดับของการกีดกัน (คะแนนยิ่งสูงยิ่งมีการกีดกันเยอะ) แกนแนวตั้งคือจำนวนปีที่ชนกลุ่มน้อยต่างๆ ประสบเหตุการกีดกัน
 
    โดยรวม ชนกลุ่มน้อยเกือบทั้งหมดไม่เคยประสบเหตุการกีดกัน หรือประสบแต่เพียงเล็กน้อย


ภาพที่ 1 การประสบเหตุการณ์กีดกันของกลุ่มชนกลุ่มน้อยในฐานข้อมูล
 

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความคับแค้น
    ตารางที่ 1 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่างๆ (แถวแนวนอน) และการแสดงออกถึงความคับแค้น โดยใช้แบบจำลองทางสถิติต่างๆ กัน 6 แบบ (คอลัมน์แนวตั้ง) ผลการวิเคราะห์พบว่า ชนกลุ่มน้อยที่โดนกีดกันมีโอกาสแสดงออกถึงความคับแค้นมากกว่ากลุ่มที่ไม่โดนกีดกันจริง แต่ปัจจัยที่สำคัญมากกว่าการกีดกันคือจำนวนประชากรของชนกลุ่มน้อย ยิ่งชนกลุ่มน้อยมีจำนวนประชากรมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสในการแสดงความคับแค้นมากขึ้นเท่านั้น ส่วนปัจจัยอื่นๆ เช่น รายได้ต่อหัวและสภาพความมั่นคงทางการเมือง ไม่มีความสัมพันธ์


ตารางที่ 1 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความคับแค้น (ไฮไลท์สีเหลืองคือที่ผู้เขียนเติมขึ้นมาเอง เพื่อเน้นส่วนที่สำคัญ)

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมในสถานการณ์ความขัดแย้ง
    ข้อมูลระบุว่าชนกลุ่มน้อยแค่ประมาณ 1% ของทั้งหมด มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ความขัดแย้งต่างๆ 
ผลการวิเคราะห์ (ตารางที่ 2) โดยใช้แบบจำลองทางสถิติ 6 แบบ เช่นเดียวกับในตารางก่อนหน้านี้ พบว่า การแสดงออกถึงความคับแค้นมีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในสถานการณ์ความขัดแย้งในแบบจำลองสถิติแค่ชนิดเดียว ในขณะที่ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในสถานการณ์ความขัดแย้งมากที่สุด คือ ขนาดประชากรของชนกลุ่มน้อย ปัจจัยอื่นๆ เช่น รายได้ต่อหัว ความมั่นคงทางการเมือง ไม่มีความสัมพันธ์


ตารางที่ 2 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมในสถานการณ์ความขัดแย้ง

อภิปรายและสรุปผล 
    แม้ว่าผู้วิจัยจะพบความสัมพันธ์ระหว่างการเลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยทางศาสนา การแสดงออกถึงความคับแค้น และการมีส่วนร่วมในสถานการณ์ความขัดแย้งบ้างพอสมควร แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวค่อนข้างอ่อน การมีส่วนร่วมในสถานการณ์ความขัดแย้งอาจเกิดขึ้นเพราะมีโอกาส (เช่น ชนกลุ่มน้อยมีจำนวนประชากรมากพอ หรือรัฐมีศักยภาพไม่เพียงพอ) และโอกาสอาจเป็นปัจจัยในความขัดแย้งมากกว่าทฤษฎีว่าด้วยความคับแค้น แต่ควรมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างดีขึ้น

เนื้อความโดยย่อ
•    ทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ กล่าวว่า การกีดกันชนกลุ่มน้อยทำให้เกิดความคับแค้น ความคับแค้นทำให้เกิดการต่อสู้
•    หลักฐานจากข้อมูลชนกลุ่มน้อยต่างๆ พบว่ามีความสัมพันธ์จริง แต่ไม่มากดังที่คิด
 
เอกสารอ้างอิง
- Basedau, M., Fox, J., Pierskalla, J. H., Strüver, G., & Vüllers, J. (2015). Does discrimination breed grievances—and do grievances breed violence? New evidence from an analysis of religious minorities in developing countries. Conflict Management and Peace Science, 34(3), 217–239. doi:10.1177/0738894215581329